พรบ รถยนต์

พ.ร.บ. ย่อมาจาก พระราชบัญญัติ ซึ่ง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หรือพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จะเป็นกฎหมายที่บังคับให้รถทุกคันที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกจะต้องทำและมีไว้เป็นหลักประกันให้กับคนในรถทุกคัน หรือผู้ที่ใช้รถใช้ถนนว่าจะได้รับสิทธิความคุ้มครองจากเงินกองกลางที่รถทุกคันได้ทำ พ.ร.บ. ว่า จะได้รับความคุ้มครอง/เงินค่ารักษาพยาบาลจากการเกิดอุบัติเหตุ หรือการประสบภัยจากรถในรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงทีนั้นเอง

ซึ่งวงเงินคุ้มครองที่ผู้ประสบภัยจะได้รับ ได้มีการกำหนดไว้แล้วอย่างชัดเจนว่า จะมีความคุ้มครองในรูปแบบใด ๆ บ้าง ซึ่งการฝ่าฝืนไม่ทำ พ.ร.บ. นี้ ไม่ได้ทำให้เกิดผลดีกับผู้ใดเลย เพราะนอกจากการที่จะทำให้มีปัญหาในการต่อภาษีรถแล้ว ยังเป็นการทำผิดกฎหมายแบบตรง ๆ เลย เพราะกฎหมายได้บังคับให้ทำ พ.ร.บ. ไว้เป็นขั้นพื้นฐานอยู่แล้วเพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ประสบภัยจากรถที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้อย่างทันท่วงที และเป็นหลักประกันให้กับโรงพยาบาล/สถานพยาบาลที่รับผู้ประสบภัยเข้าดูแลว่าจะได้รับค่ารักษาพยาบาลด้วยเช่นกัน ซึ่งในแง่กฎหมายจะเป็นการแบ่งเบาภาระค่าเสียหาย และบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยและครอบครัวได้นั่นเอง

แล้วประกันรถ ที่รู้จักกันในชื่อ ประกันชั้น 1, 2, 3, 2+ หรือ 3+ ที่เห็นมีการโฆษณา หรือที่มีการพูดถึงกันล่ะ คืออะไร ประกันเหล่านี้ จะอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า ประกันภาคสมัครใจ ซึ่งจะเป็นการซื้อประกันเพิ่มเติมจากความคุ้มครองที่ได้รับจาก พ.ร.บ. ซึ่งในกรณีที่เราเป็นต้นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน พ.ร.บ. จะช่วยคุ้มครองเท่าที่กฎหมายกำหนด แต่ถ้าความเสียหายมีมาก ผู้ที่ทำให้เกิดความเสียหาย จะเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายเอง ซึ่งประกันภาคสมัครใจ จะเข้ามาช่วยรับผิดชอบในกรณีเหล่านี้นั่นเอง ซึ่งในประเทศไทย ประกันภาคสมัครใจ จะแบ่งออกเป็น 5 ประเภท หรือที่เราเรียกกันว่า ประกันชั้น 1, 2, 3, 2+ หรือ 3+ นั่นเอง โดย

ประกันชั้น 1 จะให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมมากที่สุด คือ จะรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบุคคลในรถ และบุคคลภายนอก รวมถึงความเสียภายที่เกิดขึ้นต่อรถยนต์ที่เอาประกันภัย รวมถึงกรณีเกิดไฟไหม้และการสูญหายด้วย
ประกันชั้น 2 จะรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบุคคลในรถ และบุคคลภายนอก รวมถึงความเสียหายที่เกิดกับรถยนต์จากการเกิดไฟไหม้และการสูญหาย
ประกันชั้น 3 จะรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบุคคลภายนอก และความเสียหายที่เกิดกับรถยนต์จากการเกิดไฟไหม้และการสูญหาย
ประกันชั้น 2+ จะรับผิดชอบต่อความเสียหายในกรณีเดียวกับประกันชั้น 2 แต่เพิ่มความรับผิดต่อในส่วนของความเสียหายต่อตัวรถยนต์คันเอาประกันภัย แต่เฉพาะกรณีที่ชนกับยานพาหนะทางบกเท่านั้น และจำเป็นต้องมีคู่กรณีด้วย
ประกันชั้น 3+ จะรับผิดชอบต่อความเสียหายในกรณีเดียวกับประกันชั้น 3 แต่คุ้มครองรถยนต์คันเอาประกันภัยในวงเงินจำกัด และเฉพาะกรณีที่ชนกับยานพาหนะทางบกเท่านั้น

ซึ่งจะเห็นได้ว่า เราสามารถเลือกที่จะทำประกันภาคสมัครใจได้หลากหลายรูปแบบ เพราะค่าเอาประกันภัยของประกันภาคสมัครใจ จะมีค่าบริการที่หลากหลาย และแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประเภทของความคุ้มครองที่เราต้องการนั่นเอง ซึ่งการเลือกประกันภัยรถยนต์ของแต่ละบุคคลเอง ไม่ได้มีสูตรที่แน่นอนตายตัวว่า แบบใดจะดีที่สุด ซึ่งถ้ากำลังมองหาประกันภาคสมัครใจร่วมกับการซื้อ พ.ร.บ. อาจจะเลือกซื้อจากบริษัทประกันภัยเดียวกันไปเลย เพื่อให้การดำเนินการต่าง ๆ การยื่นเอกสารที่เกี่ยวข้องสามารถทำได้พร้อมกัน เพื่อความสะดวกและความต่อเนื่องในการดำเนินการนั่นเอง แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นการบังคับทางกฎหมายนะครับว่า เราจะต้องซื้อจากบริษัทเดียวกัน เพียงแต่ในเรื่องการดำเนินการ กรณีที่เราเป็นฝ่ายผิดและคู่กรณีที่ได้รับบาดเจ็บต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นน่าจะทำได้สะดวกกว่ากันนั่นเอง

เพิ่มเติม : https://www.tipinsure.com/Motor/motor_step_1/compulsory

การทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ผ่าน บริษัท อสังหาริมทรัพย์

การทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ผ่าน บริษัท อสังหาริมทรัพย์

เมื่อพูดถึงการทำธุรกรรมของทรัพย์สินแม้กระทั่งทุกอย่างฉลาดกล้าหาญฉลาดฉลาดและ ‘รู้ทุกอย่าง’ กลายเป็นประสาท หลังจากทั้งหมดที่คุณต้องการที่จะทำให้ทั้งการลงทุนที่ดีหรือขายผลกำไร เรื่องอสังหาริมทรัพย์มักเน้นหนัก ใช่พวกเขาจะเสียค่าใช้จ่ายความอุ่นใจของคุณ กระบวนการขายและซื้ออสังหาริมทรัพย์มีความซับซ้อนและน่าเบื่อหน่าย มีความกลัวและข้อสงสัยที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างจนถึงข้อตกลงไม่ได้ทำ เมื่อขายทรัพย์สินเป้าหมายสูงสุดของคุณคือการขายให้เสร็จสมบูรณ์ในราคาที่คุ้มค่าและมอบทรัพย์สินของคุณไว้ในมือขวา เมื่อซื้อทรัพย์สินที่คุณมุ่งมั่นที่จะได้รับทรัพย์สินที่ตอบสนองความต้องการของคุณในราคาที่เหมาะสมและเหมาะสม แต่วิธีการทำเช่นนั้น?

กระบวนการที่ยาวนานและเหนื่อยล้า

ช่วยให้เราครั้งแรกพูดคุยเกี่ยวกับวิธีการขายทรัพย์สินของคุณด้วยตัวคุณเอง ขั้นตอนแรกที่เห็นได้ชัดคือการทราบมูลค่าตลาดของทรัพย์สินของคุณแล้วตั้งราคาที่สะดวกสำหรับคุณ การย้ายครั้งต่อไปคือการได้ผู้ซื้อ แต่อย่างไร? ใส่แผ่นพับแผ่นพับและแบนเนอร์เพื่อโฆษณาสถานที่ของคุณและบอกคนขาย แจ้งคนที่คุณรู้จักว่าคุณต้องการขายทรัพย์สินของคุณเนื่องจากอาจทำให้คุณได้รับรายได้จากการติดต่อ ผู้ซื้อจะติดต่อคุณเมื่อพวกเขาทำความรู้จักกับสถานที่ให้บริการของคุณเพื่อขาย พวกเขาจะตรวจสอบทรัพย์สินของคุณและถ้าพวกเขาจะประทับใจกับข้อเสนอของคุณพวกเขาจะซื้อที่ดิน / บ้านของคุณ แล้วเอกสารที่จะสรุปข้อตกลง เมื่อซื้อบ้านคุณจำเป็นต้องรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายทั้งจากโฆษณาบนแพลตฟอร์มที่แตกต่างหรือจากเพื่อนและครอบครัว เยี่ยมชมสถานที่และตรวจสอบในขั้นตอนต่อไป แล้วการเจรจาต่อรองราคากับผู้ขายและการซื้อจบลงด้วยเอกสาร

ทำไมคุณต้องเป็นตัวแทน?

ดี! ทั้งหมดนี้อาจฟังง่าย แต่ก็ไม่ใช่ผู้ซื้อต้องรอประเภทของทรัพย์สินที่พวกเขาต้องการมานาน ผู้ขายต้องรอนานถึง 6 เดือนโดยเฉลี่ยเพื่อหาลูกค้าที่เหมาะสม แม้งานด้านกฎหมายที่จำเป็นในเอกสารทำให้คุณจำเป็นต้องไปเยี่ยมชมทนายความด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของทรัพย์สินทำให้กระบวนการนี้ยุ่งยากมากขึ้น นี่คือที่นี่ บริษัท อสังหาริมทรัพย์และตัวแทนมาช่วยคุณ

โอกาสในการติดต่อ บริษัท อสังหาริมทรัพย์

หลายครั้งที่คุณต้องซื้อ / ขายบ้านรีบร้อน เช่นเดียวกับกรณีที่คุณย้ายไปอยู่ที่ใหม่คุณต้องการขายบ้านเก่าของคุณได้อย่างรวดเร็วและซื้อใหม่โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังกล่าวแล้วกระบวนการของการทำธุรกรรมของทรัพย์สินที่มีความซับซ้อนและเวลาการ แต่ภาระที่เหน็ดเหนื่อยนี้สามารถลดลงในระดับที่ดีเมื่อคุณติดต่อและเชื่อมโยงกับ บริษัท อสังหาริมทรัพย์หรือตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ พวกเขามีข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับบ้านที่ขายที่ราคาใดและใครคือคนที่กำลังมองหาบ้านในสถานที่ใดและสิ่งที่ราคา ดังนั้นคุณจึงเห็นงานแรกในการค้นหาและรอลูกค้าเมื่อคุณต้องการขายทรัพย์สินของคุณจะถูกตัดออก เมื่อต้องการซื้อบ้านคุณไม่จำเป็นต้องล่าอีกต่อไป ตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ของคุณจะแจ้งให้คุณทราบ ไม่เพียง แต่พวกเขาสิ้นสุดการล่า แต่ยังช่วยคุณด้วยเอกสารทางกฎหมายที่เกี่ยวกับข้อตกลง